
“อนุสรณ์” ตั้งคำถามกู้ 4 แสนล้าน หวั่นเอื้อเครือข่ายธุรกิจการเมือง
วันที่ 7 มิถุนายน 2569 รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และรองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน เปิดเผยว่า โครงการหรือมาตรการปรับโครงสร้างพลังงานมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสถานการณ์วิกฤตพลังงาน โดยเฉพาะในมิติด้านความมั่นคงของประเทศ เนื่องจากประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนที่สูง ขณะที่โครงสร้างพลังงานโดยรวมยังมีสัดส่วนการผลิตพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทางเลือกในระดับที่น้อยเกินไป
รศ. ดร. อนุสรณ์ ระบุว่า การลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างพลังงานต้องมุ่งสร้างระบบนิเวศที่ทำให้ประเทศสามารถพึ่งพาตนเองด้านพลังงานได้อย่างยั่งยืน แต่การใช้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน จะทำให้ขาดมิติของการวางยุทธศาสตร์ระยะยาว เนื่องจากถูกกำหนดให้ต้องเร่งใช้เงินภายในเดือนธันวาคม 2570 ทั้งที่การปรับโครงสร้างพลังงานไม่ใช่เรื่องที่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ภายใน 1-2 ปี จำเป็นต้องมีแผนระยะยาวที่รอบคอบ บูรณาการ และมีรายละเอียดชัดเจน
“เมื่อรัฐบาลอ้างความจำเป็นเร่งด่วนในการออก พ.ร.ก. ก็กลายเป็นเงื่อนไขผูกมัดว่าต้องใช้เงินกู้ให้หมดภายในเดือนธันวาคม 2570 ขณะที่แผนปรับโครงสร้างพลังงานยังขาดรายละเอียด เสี่ยงต่อการทุจริตรั่วไหลจากการจัดซื้อจัดจ้าง และอาจได้โครงการที่ไม่มีประสิทธิภาพ” รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าว
เขายังเห็นว่า การเร่งรัดใช้งบประมาณอาจนำไปสู่การลงทุนในโครงการที่ไม่คุ้มค่า และอาจเปิดช่องให้เกิดการแสวงหาประโยชน์โดยไม่สุจริตได้ง่าย พร้อมตั้งคำถามต่อการใช้เงินกู้ 400,000 ล้านบาทว่า เป็นเพียงการบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า หรือมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายธุรกิจการเมืองหรือไม่
ด้าน ดร. วีรยุทธ กาญจนชูฉัตร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท เข้ามาชี้แจงแนวทางการดำเนินงานและเป้าหมายการใช้เงินก้อนนี้ แต่กลับพบว่ายังไม่มีมาตรการที่มุ่งเป้ามากเพียงพอ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรที่มีรายได้ลดลงต่อเนื่อง 4 ไตรมาส ยังไม่มีงบช่วยเหลือโดยตรงจากเงินกู้ก้อนนี้
สำหรับวงเงิน 200,000 ล้านบาทที่ใช้ในส่วนของการปรับโครงสร้างพลังงาน รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้สูงว่าจะเป็นการ “เปลี่ยนผ่านพลังงานครั้งใหญ่” แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่สามารถชี้แจงได้อย่างชัดเจนว่า จะดำเนินการด้วยมาตรการรูปธรรมใด มีเพียงแนวทางกว้าง ๆ โดยแผนงานยังขาดความชัดเจนทั้งในด้านเป้าหมาย วิธีการ และตัวชี้วัด ขณะที่ต้องเร่งใช้เงินจำนวนมากภายในเวลาเพียงปีครึ่ง จึงทำให้เกิดความกังวลต่อผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจริง
รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวด้วยว่า หากจะให้โครงการปรับโครงสร้างพลังงานตอบโจทย์ยุทธศาสตร์พลังงานชาติอย่างแท้จริง ควรดำเนินการผ่านกลไกงบประมาณปกติ ซึ่งมีขั้นตอนการกลั่นกรองและตรวจสอบที่รอบคอบกว่า โดยควรมีแนวทางสำคัญ ดังนี้
1. ทุกโครงการต้องมีความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์อย่างชัดเจน ควรกำหนดอัตราการดึงดูดเงินลงทุนจากภาคเอกชน หรือ Private Co-investment ให้ชัดเจน เช่น งบประมาณรัฐ 1 บาท ดึงเงินเอกชนมาร่วมลงทุนในอุตสาหกรรมสีเขียวได้กี่บาท และโครงการของรัฐต้องให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ของรัฐบาล รวมทั้งต้องกำหนดระยะเวลาคืนทุนและความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน
2. ประชาชนต้องมีส่วนร่วมเพื่อประโยชน์สูงสุดของสังคม หากดำเนินการผ่านงบประมาณปกติ จะเปิดช่องให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนได้ดีกว่า
3. ต้องสร้าง “ทักษะและการจ้างงานสีเขียว” ควบคู่กันไป เพราะการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากขาดแรงงานฝีมือที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ควรลงทุนใน “ทุนมนุษย์” เพื่อเตรียมแรงงานเข้าสู่ตลาดแรงงานยุคใหม่ อาทิ การฝึกอบรมช่างชุมชนและแรงงานท้องถิ่นให้มีทักษะด้านการติดตั้ง การคำนวณระบบ และการซ่อมบำรุงระบบโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ในระดับครัวเรือนและวิสาหกิจชุมชน ตลอดจนพัฒนาช่างพลังงานสะอาดประจำตำบลทั่วประเทศ เพื่อสร้างงานในท้องถิ่นและลดการย้ายถิ่นฐานเข้าสู่เมืองใหญ่
นอกจากนี้ ยังควรบูรณาการการทำงานข้ามกระทรวง เพื่อยกระดับความรู้ด้านเทคโนโลยีโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid), ระบบการจัดการพลังงานอัจฉริยะ (EMS) และเทคโนโลยีการกักเก็บคาร์บอน (CCS) ทั้งในภาคการผลิต ธุรกิจเอกชน และรัฐวิสาหกิจ โดยทั้งหมดควรดำเนินการผ่านระบบงบประมาณและเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้สามารถตรวจสอบการใช้เงินของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ มากกว่าการใช้อำนาจบริหารผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน
ในช่วงท้าย รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวถึงประเด็นสวัสดิการว่า การพัฒนาระบบสวัสดิการจากเกณฑ์ความจำเป็นไปสู่ระบบที่มุ่งลดการตกหล่นจากความช่วยเหลือของรัฐเป็นเรื่องสำคัญ โดยการคัดกรอง “คนอยากจน” ออกจาก “คนยากจน” อาจช่วยลดภาระงบประมาณได้ แต่ต้องไม่ทำให้ “คนยากจนจริง” หลุดจากระบบความช่วยเหลือ
เขาระบุว่า หากประเทศไทยยังไม่มีการปฏิรูปรายได้ภาครัฐ โดยเฉพาะการปฏิรูปภาษี ก็จะไม่สามารถพัฒนาสวัสดิการจากแนวคิดแบบสังคมสงเคราะห์ ไปสู่ระบบสวัสดิการถ้วนหน้าที่ตั้งอยู่บนฐานสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนได้ โดยระบบสวัสดิการในปัจจุบัน เช่น เบี้ยยังชีพ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ ยังมีปัญหาทั้งในส่วนของผู้ที่ไม่ควรได้รับแต่กลับได้รับประโยชน์ (Inclusion Error) และผู้ที่ควรได้รับแต่กลับตกหล่น (Exclusion Error) โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบซึ่งเป็นกลุ่มรายได้น้อยและมีรายได้ไม่แน่นอน
รศ. ดร. อนุสรณ์ ทิ้งท้ายว่า หากประเทศไทยต้องการก้าวไปสู่รัฐสวัสดิการที่แท้จริง จำเป็นต้องมีสัดส่วนรายได้ภาษีต่อจีดีพีสูงกว่าปัจจุบันอย่างมาก โดยขณะนี้ไทยมีสัดส่วนรายได้ภาษีต่อจีดีพีอยู่ที่ 14.7% ขณะที่ค่าเฉลี่ยของประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงอยู่ที่ 18% และหากจะไปถึงระดับรัฐสวัสดิการ อาจต้องขยับไปถึงประมาณ 30% ซึ่งต้องอาศัยการปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตและลดความเหลื่อมล้ำที่เกิดจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมที่ไม่เป็นธรรม
