
แจกฮอร์โมนข้ามเพศฟรีเหมาะสมหรือไม่? สว.หมอวีระพันธ์ ตั้งคำถามถึง สปสช.
จากกรณีที่รัฐบาลเปิดสิทธิประโยชน์ “ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ” เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของคนข้ามเพศ และส่งเสริมให้ผู้รับบริการเข้าสู่ระบบสุขภาพอย่างปลอดภัย ครอบคลุมทั้งการใช้ยาฮอร์โมน การตรวจทางห้องปฏิบัติการ และการดูแลสุขภาพของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศอย่างเป็นองค์รวม โดยชุดบริการสำหรับการข้ามเพศได้ถูกบรรจุไว้ในสิทธิประโยชน์ของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สิทธิบัตรทอง) ซึ่งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ดำเนินการจัดซื้อยาฮอร์โมนแล้ว
ทั้งนี้ ยา “ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ” จำนวน 8 รายการ แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) กลุ่มยาฮอร์โมนเพศหญิง ทั้งชนิดเม็ดและชนิดทา 2) กลุ่มยาฮอร์โมนเพศชาย ชนิดฉีด 3) กลุ่มยาบล็อกฮอร์โมนเพศชาย ชนิดเม็ด และ 4) กลุ่มยาฉีดกดฮอร์โมนส่วนกลาง โดยคาดว่าจะเริ่มกระจายยาได้ภายในวันที่ 10 มิถุนายน ไปยังหน่วยบริการรวม 50 แห่งทั่วประเทศ
ต่อมา เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา ได้แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า ยินดีกับกลุ่มคนข้ามเพศที่ได้รับสิทธิใหม่ แต่ตั้งข้อสงสัยต่อ สปสช. ในฐานะบุคลากรทางการแพทย์และสมาชิกวุฒิสภา
นพ.วีระพันธ์ระบุว่า ตนเข้าใจสิทธิของกลุ่มคนข้ามเพศ และไม่ได้ปฏิเสธว่าบุคคลเหล่านี้ไม่ควรได้รับการดูแลด้านสุขภาพ แต่ในฐานะแพทย์ที่ทำงานอยู่ในระบบสาธารณสุขไทยมายาวนาน ได้ตั้งคำถามถึงความพร้อมด้านงบประมาณของ สปสช. ว่า “มีเงินพอหรือไม่” และตั้งข้อสังเกตว่าระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกำลังเผชิญปัญหางบประมาณ โรงพยาบาลชุมชนหลายแห่งขาดแคลนยาพื้นฐาน คลินิกชุมชนอบอุ่นบางแห่งประสบภาวะขาดทุนจนยุติการให้บริการ รวมถึงผู้ป่วยมะเร็งและผู้ป่วยที่ต้องล้างไตบางส่วนยังเข้าไม่ถึงบริการที่จำเป็น
นพ.วีระพันธ์ยังระบุด้วยว่า แม้สิทธิในการมีสุขภาพที่ดีจะเป็นสิทธิของทุกคน แต่เมื่อทรัพยากรงบประมาณมีจำกัด ก็จำเป็นต้องพิจารณาลำดับความสำคัญให้รอบคอบ พร้อมตั้งคำถามว่า การจัดสรรยาฮอร์โมนข้ามเพศครั้งนี้เป็นสิ่งที่เหมาะสมและคุ้มค่าหรือไม่ เมื่อเทียบกับความจำเป็นด้านสุขภาพอื่น ๆ ที่ยังรอการดูแล
เขายังกล่าวอีกว่า การข้ามเพศเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่เข้าใจได้ แต่ยาฮอร์โมนข้ามเพศไม่ใช่ยารักษาโรคที่คุกคามชีวิต และมองว่า “หากไม่ให้ฟรีก็ไม่ถึงกับเป็นอันตรายถึงชีวิต” จึงเห็นว่าผู้ที่ต้องการใช้สามารถเลือกซื้อใช้เองได้ ขณะที่งบประมาณของประเทศมีจำกัดและไม่สามารถรองรับได้ทุกเรื่อง
ท้ายที่สุด นพ.วีระพันธ์ตั้งคำถามต่อผู้กำกับดูแลงบประมาณของ สปสช. ว่าหากเห็นว่าควรยุติการดำเนินนโยบายดังกล่าว ก็อาจได้รับการชื่นชมจากผู้ที่เห็นว่าการจัดลำดับความสำคัญด้านสาธารณสุขควรคำนึงถึงความคุ้มค่าและความจำเป็นของประชาชนโดยรวม
